Hair 101 · อ่านราว 8 นาที

ผมร่วงจาก DHT คืออะไร?
และอะไรช่วยได้จริง

เข้าใจสาเหตุของผมบางแบบพันธุกรรม รู้ว่าอะไรมีหลักฐานรองรับ อะไรยังไม่มี และแชมพูช่วยได้แค่ไหน สรุปจากงานวิจัยและแนวทางการรักษาของแพทย์ผิวหนัง

Help Me Heal
Help Me Heal เผยแพร่
คำตอบสั้น ๆ

ผมบางแบบพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia) เกิดจากฮอร์โมน DHT ซึ่งร่างกายเปลี่ยนมาจากเทสโทสเตอโรนด้วยเอนไซม์ 5-alpha reductase ในคนที่รากผมไวต่อ DHT ตามพันธุกรรม ช่วงที่ผมงอกจะสั้นลงเรื่อย ๆ รากผมหดเล็กลง เส้นผมจึงบางและสั้นลงจนเหมือนขนอ่อน [1][2][3]

  • พบบ่อยมาก — งานสำรวจผู้ชายในกรุงเทพฯ 1,124 คน พบศีรษะล้านระดับที่เห็นได้ชัด 38.5% [4]
  • สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล คือยา finasteride และ minoxidil ตามแนวทางการรักษาของยุโรป ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ [5]
  • แชมพู เป็นตัวช่วยดูแลหนังศีรษะ ไม่ใช่ตัวรักษา ส่วนผสมบางตัว เช่น คาเฟอีน มีงานวิจัยเบื้องต้นที่น่าสนใจ แต่ยังไม่แข็งแรงเท่ายา [6][5]

ผมร่วงแค่ไหนถึงผิดปกติ

ก่อนจะกังวล ต้องรู้ก่อนว่า ผมร่วงวันละ 50–100 เส้นเป็นเรื่องปกติ [7] เพราะเส้นผมแต่ละเส้นมีวงจรชีวิตของมันเอง

ผมบางแบบพันธุกรรมจึงไม่ได้ดูจากจำนวนเส้นที่ร่วงบนหมอนอย่างเดียว แต่ดูจาก รูปแบบ ในผู้ชายมักเริ่มจากไรผมด้านหน้าและขมับที่ถอยร่นเป็นรูปตัว M หรือกลางกระหม่อมที่เริ่มเห็นหนังศีรษะ และเส้นผมที่งอกใหม่จะเล็กและสั้นกว่าเดิม [3][8]

ผู้ชายส่องกระจกดูบริเวณกลางกระหม่อมที่ผมเริ่มบาง ซึ่งเป็นจุดที่ผมบางจาก DHT มักเริ่มต้น
กลางกระหม่อมและไรผมด้านหน้า คือสองจุดที่ผมบางจาก DHT มักเริ่มให้เห็นก่อน

DHT ทำให้ผมบางได้อย่างไร

DHT (Dihydrotestosterone) คือฮอร์โมนเพศชายชนิดหนึ่ง ร่างกายสร้างขึ้นจากเทสโทสเตอโรนโดยใช้เอนไซม์ 5-alpha reductase ชนิดที่ 2 ซึ่งมีอยู่ในรากผม [1][5] ประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่ว่าคนผมบางมีฮอร์โมนมากกว่าคนอื่น แต่รากผมของเขาไวต่อ DHT มากกว่า ซึ่งถูกกำหนดโดยยีนหลายตัว โดยเฉพาะยีนตัวรับแอนโดรเจนบนโครโมโซม X [2]

DHT ทำให้รากผมที่ไวตามพันธุกรรม หดเล็กลงทีละรอบของวงจรเส้นผม

เส้นทางจากฮอร์โมนถึงผมบาง และจุดที่ยา finasteride เข้าไปยับยั้ง

  1. 01เทสโทสเตอโรนฮอร์โมนเพศชายที่มีตามปกติ
  2. 02เอนไซม์ 5-alpha reductaseในรากผม เปลี่ยนเทสโทสเตอโรนเป็น DHTfinasteride ยับยั้งตรงนี้
  3. 03DHT จับตัวรับแอนโดรเจนในรากผมที่ไวต่อ DHT ตามพันธุกรรม
  4. 04ระยะงอกสั้นลงจากหลายปี เหลือเป็นสัปดาห์ถึงเดือน
  5. 05รากผมหดเล็กเส้นผมบาง สั้น จนเหมือนขนอ่อน
หนังศีรษะผมปกติเริ่มหดเล็กเหมือนขนอ่อน
สรุปจากงานวิจัยของ finasteride, บทความทบทวนเรื่องผมบางแบบพันธุกรรม และ DermNet [1][2][3] ภาพรากผมเป็นภาพประกอบ ไม่ใช่สเกลจริง

นี่คือเหตุผลที่ยาที่ได้ผลที่สุดตัวหนึ่ง คือ finasteride ทำงานโดย ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ชนิดที่ 2 เพื่อลด DHT ทั้งในเลือดและในหนังศีรษะ [1] และเป็นเหตุผลที่ผมบางแบบนี้ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นตามอายุถ้าไม่ได้ดูแล ในงานทดลองของ finasteride กลุ่มที่ได้ยาหลอกมีผมบางลงต่อเนื่องตลอดการศึกษา [1][9]

ผมบางพบบ่อยแค่ไหนในคนเอเชีย

หลายคนคิดว่าคนเอเชียผมบางน้อยกว่าคนตะวันตก ซึ่งจริงอยู่บ้าง แนวทางการรักษาของยุโรประบุว่าผู้ชายผิวขาวราว 50–60% มีผมบางแบบนี้เมื่ออายุ 50 ปี [5] ส่วนในเอเชียตัวเลขต่ำกว่า แต่ก็ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด

ผู้ชายที่มีผมบางแบบพันธุกรรมเพิ่มจาก 3% ในวัย 20 ต้น ๆ เป็น 41% ในวัย 70 ขึ้นไป

สัดส่วนผู้ชายที่มีผมบางแบบพันธุกรรม แยกตามช่วงอายุ · งานสำรวจชุมชนใน 6 เมืองของจีน ผู้เข้าร่วม 15,257 คน [8]

18–2930–3940–4950–5960–6970+

อายุ (ปี)

เราใช้ข้อมูลจากจีนเพราะเป็นงานขนาดใหญ่ในคนเอเชียที่แยกตามอายุชัดเจน ส่วนงานในกรุงเทพฯ รายงานภาพรวม 38.5% ในผู้ชายที่สุ่มมา (นับเฉพาะระดับที่เห็นได้ชัด) [4] สองงานใช้วิธีนับต่างกัน จึงเทียบตัวเลขกันตรง ๆ ไม่ได้

ในไทย งานสำรวจผู้ชายในกรุงเทพฯ ที่สุ่มมา 1,124 คน พบศีรษะล้านระดับที่เห็นได้ชัด (Norwood ระดับ 3 ขึ้นไป) ถึง 38.5% และสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ ผู้วิจัยสรุปว่าผมบางในคนเอเชียไม่ได้น้อยอย่างที่เคยเชื่อกัน [4]

อะไรช่วยได้จริง เรียงตามน้ำหนักหลักฐาน

ตารางนี้สรุปจากงานวิจัยและแนวทางการรักษาของยุโรป (EDF S3 guideline) ซึ่งทบทวนหลักฐานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ [5]

วิธีงานวิจัยพบอะไรน้ำหนักหลักฐาน
Finasteride 1 mg (ยากิน)งานทดลองแบบสุ่มในผู้ชาย 1,553 คน ผมตรงกลางกระหม่อมเพิ่มขึ้น 107 เส้นที่ 1 ปี และ 138 เส้นที่ 2 ปี เมื่อเทียบกับยาหลอก [1] ผลคงอยู่ต่อเนื่องถึง 5 ปี [9]แนะนำโดยแนวทางการรักษา
Minoxidil 2–5% (ยาทา)งานทดลองในผู้ชาย 393 คน 48 สัปดาห์ ความเข้มข้น 5% ทำให้ผมงอกใหม่มากกว่า 2% ถึง 45% และเห็นผลเร็วกว่า [10]แนะนำโดยแนวทางการรักษา
Dutasteride (ยากิน)งานทดลองในผู้ชาย 917 คน ได้ผลดีกว่า finasteride ที่ 24 สัปดาห์ [11] แนวทางยุโรปให้เป็นทางเลือกลำดับสองเมื่อ finasteride ไม่ได้ผล [5]ทางเลือกลำดับสอง
เลเซอร์กำลังต่ำ (LLLT)แนวทางยุโรปแนะนำเป็นตัวเสริม ข้อมูลยังสั้น 16–26 สัปดาห์ [5]ตัวเสริม
คาเฟอีน (Caffeine)ในห้องแล็บช่วยต้านผลของเทสโทสเตอโรนต่อรากผม [12] งานในผู้ชาย 210 คน คาเฟอีนแบบทาทิ้งไว้ได้ผลใกล้เคียง minoxidil 5% ใน 6 เดือน แต่ไม่ได้ปิดบังผู้เข้าร่วม [13] การทบทวนปี 2025 พบผลดีสม่ำเสมอ แต่ยังต้องการงานที่ใหญ่กว่านี้ [6]หลักฐานเบื้องต้น
Saw Palmettoแบบกิน 2 ปี ผมเพิ่มขึ้นใน 38% ของผู้ใช้ เทียบกับ 68% ในกลุ่ม finasteride [14] การทบทวนงานวิจัยสรุปว่ายังขาดข้อมูลคุณภาพสูง [15] แนวทางยุโรปไม่แนะนำทั้งให้ใช้และไม่ให้ใช้ [5]หลักฐานอ่อน
แชมพูต้านเชื้อรา (Ketoconazole, Piroctone Olamine)งานเล็กพบว่าแชมพู ketoconazole 2% ช่วยเรื่องความหนาแน่นของผม [16] ในผู้ชายที่มีผมร่วงร่วมกับรังแค 150 คน แชมพู piroctone olamine 1% ลดผมร่วงได้ 16.5% ใน 6 เดือน [17]หลักฐานเบื้องต้น
ไบโอติน (Biotin)ช่วยเฉพาะคนที่ขาดไบโอตินจริง ยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยคนทั่วไป [18]ไม่มีหลักฐานในคนทั่วไป

เรื่องยา finasteride, dutasteride และ minoxidil เป็นยา มีผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนใช้ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชกรก่อนเริ่ม และต้องใช้ต่อเนื่อง แนวทางยุโรปแนะนำให้ประเมินผลที่ 6 เดือน บางคนอาจใช้เวลาถึง 12 เดือน ส่วน minoxidil อาจทำให้ผมร่วงเพิ่มขึ้นชั่วคราวใน 8 สัปดาห์แรก [5]

แชมพูช่วยได้แค่ไหน และใช้อย่างไรให้คุ้ม

ขอพูดตรง ๆ ครับ แชมพูไม่ใช่ยาปลูกผม และไม่มีแชมพูตัวไหนแทนยาที่แพทย์สั่งได้ ข้อจำกัดใหญ่คือแชมพูถูกล้างออกภายในไม่กี่นาที งานวิจัยส่วนใหญ่ของส่วนผสมข้างต้นจึงทำในรูปแบบทาทิ้งไว้ หรือแบบกิน

แต่แชมพูก็มีบทบาทของมัน:

Sons Hair Duo: มีอะไรอยู่ข้างใน

Sons เป็นแบรนด์ดูแลเส้นผมผู้ชายจากอังกฤษ ที่เราเลือกมาเพราะใส่ส่วนผสมที่มีงานวิจัยข้างต้นไว้ในขวดเดียว

แชมพู

  • Caffeine — การทบทวนงานวิจัยปี 2025 พบผลดีต่อเส้นผมอย่างสม่ำเสมอ [6]
  • Saw Palmetto (Serenoa Serrulata)
  • Niacinamide (วิตามิน B3) และ Biotin
  • สารทำความสะอาดที่ไม่ใช่ SLS (Sodium Lauryl Sulfate)

ครีมนวด

  • Piroctone Olamine — สารต้านรังแค ตัวเดียวกับที่มีงานวิจัยเรื่องผมร่วงร่วมกับรังแค [17]
  • Zinc PCA
  • Argan Oil และ Biotin ให้เส้นผมนุ่ม หวีง่าย

ความโปร่งใสที่ควรบอก: งานวิจัยข้างต้นเป็นงานของ ส่วนผสม แต่ละตัว ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบแชมพู Sons เองกับผมบางจาก DHT เราจึงแนะนำให้ใช้เป็น แชมพูประจำวันสำหรับดูแลหนังศีรษะ คู่กับการรักษาที่แพทย์แนะนำ ไม่ใช่ใช้แทน

วิธีใช้ให้คุ้ม

  1. สระแชมพู นวดที่หนังศีรษะ ไม่ใช่แค่ปลายผม แล้วทิ้งไว้ 2–5 นาทีก่อนล้าง [19][20]
  2. ตามด้วยครีมนวด ทิ้งไว้ 2–3 นาที
  3. ใช้สม่ำเสมอ และให้เวลาอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนตัดสิน เพราะวงจรเส้นผมใช้เวลาเป็นเดือน [3][5]

ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเมื่อ ผมร่วงเป็นหย่อมกลม ๆ ร่วงเยอะทั่วศีรษะแบบฉับพลัน หนังศีรษะแดง เจ็บ หรือมีแผล ผมบางในผู้หญิง หรือผมร่วงร่วมกับอาการอื่น เช่น น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เพราะอาจเป็นภาวะอื่นที่ไม่ใช่ DHT

คำถามที่พบบ่อย

ผมร่วงวันละกี่เส้นถึงผิดปกติ

ร่วงวันละ 50–100 เส้นถือว่าปกติ [7] สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าจำนวนคือรูปแบบ เช่น ไรผมถอยร่น กลางกระหม่อมเริ่มเห็นหนังศีรษะ หรือเส้นผมที่งอกใหม่เล็กลงเรื่อย ๆ

แชมพูลด DHT ได้ผลจริงไหม

ส่วนผสมบางตัวในแชมพู เช่น คาเฟอีน มีงานวิจัยเบื้องต้นที่น่าสนใจ [6] แต่ยังไม่มีแชมพูตัวไหนที่ได้ผลเทียบเท่ายา และแนวทางการรักษาของยุโรปยังไม่แนะนำเครื่องสำอางเป็นการรักษาหลัก [5] ควรใช้แชมพูเป็นการดูแลหนังศีรษะประจำวัน คู่กับการรักษาที่แพทย์แนะนำ

Saw Palmetto ช่วยเรื่องผมบางได้ไหม

มีหลักฐานแต่ยังอ่อน งานเปรียบเทียบแบบกิน 2 ปีพบผมเพิ่มขึ้นใน 38% ของผู้ใช้ เทียบกับ 68% ในกลุ่ม finasteride [14] และการทบทวนงานวิจัยสรุปว่ายังขาดข้อมูลคุณภาพสูง [15]

กินไบโอตินแล้วผมจะขึ้นไหม

ไม่น่าจะช่วย ถ้าร่างกายไม่ได้ขาดไบโอตินอยู่แล้ว รายงานที่พบว่าไบโอตินช่วยได้ล้วนเป็นคนที่มีภาวะขาดหรือโรคประจำตัว [18]

ต้องใช้นานเท่าไหร่ถึงเห็นผล

แนวทางการรักษาของยุโรปให้ประเมินผลของยาที่ 6 เดือน บางคนอาจใช้เวลาถึง 12 เดือน และ minoxidil อาจทำให้ผมร่วงเพิ่มชั่วคราวใน 8 สัปดาห์แรก [5] การดูแลด้วยแชมพูก็ควรให้เวลาอย่างน้อย 3–6 เดือนเช่นกัน เพราะวงจรเส้นผมใช้เวลาเป็นเดือน

ถ้าไม่ทำอะไรเลย ผมบางจาก DHT จะหยุดเองไหม

ส่วนใหญ่ไม่หยุด ในงานทดลองของ finasteride กลุ่มที่ได้ยาหลอกมีผมบางลงต่อเนื่องตลอดการศึกษา [1][9] ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว ยิ่งเหลือรากผมให้รักษาไว้ได้มาก

ผู้หญิงใช้ Sons ได้ไหม

ใช้ได้ แต่สูตรและกลิ่นออกแบบมาสำหรับผู้ชาย ผมบางในผู้หญิงมีได้หลายสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุก่อน

เอกสารอ้างอิง

  1. Kaufman KD, et al. Finasteride in the treatment of men with androgenetic alopecia. J Am Acad Dermatol. 1998;39(4 Pt 1):578-589. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/9777765/
  2. Lolli F, et al. Androgenetic alopecia: a review. Endocrine. 2017;57(1):9-17. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28349362/
  3. DermNet. Male pattern hair loss. https://dermnetnz.org/topics/male-pattern-hair-loss
  4. Pathomvanich D, et al. A random study of Asian male androgenetic alopecia in Bangkok, Thailand. Dermatol Surg. 2002;28(9):804-807. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12269873/
  5. Kanti V, et al. Evidence-based (S3) guideline for the treatment of androgenetic alopecia in women and in men – short version. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2018;32(1):11-22. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29178529/
  6. Ly N, et al. Caffeine Supplementation and Hair: A Systematic Review. J Drugs Dermatol. 2025;24(11):1070-1074. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41187241/
  7. American Academy of Dermatology. Do you have hair loss or hair shedding? https://www.aad.org/public/diseases/hair-loss/insider/shedding
  8. Wang TL, et al. Prevalence of androgenetic alopecia in China: a community-based study in six cities. Br J Dermatol. 2010;162(4):843-847. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20105167/
  9. Finasteride Male Pattern Hair Loss Study Group. Long-term (5-year) multinational experience with finasteride 1 mg in the treatment of men with androgenetic alopecia. Eur J Dermatol. 2002;12(1):38-49. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11809594/
  10. Olsen EA, et al. A randomized clinical trial of 5% topical minoxidil versus 2% topical minoxidil and placebo in the treatment of androgenetic alopecia in men. J Am Acad Dermatol. 2002;47(3):377-385. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12196747/
  11. Gubelin Harcha W, et al. A randomized, active- and placebo-controlled study of the efficacy and safety of different doses of dutasteride versus placebo and finasteride in the treatment of male subjects with androgenetic alopecia. J Am Acad Dermatol. 2014;70(3):489-498. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24411083/
  12. Fischer TW, Hipler UC, Elsner P. Effect of caffeine and testosterone on the proliferation of human hair follicles in vitro. Int J Dermatol. 2007;46(1):27-35. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17214716/
  13. Dhurat R, et al. An Open-Label Randomized Multicenter Study Assessing the Noninferiority of a Caffeine-Based Topical Liquid 0.2% versus Minoxidil 5% Solution in Male Androgenetic Alopecia. Skin Pharmacol Physiol. 2017;30(6):298-305. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29055953/
  14. Rossi A, et al. Comparitive effectiveness of finasteride vs Serenoa repens in male androgenetic alopecia: a two-year study. Int J Immunopathol Pharmacol. 2012;25(4):1167-1173. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23298508/
  15. Evron E, et al. Natural Hair Supplement: Friend or Foe? Saw Palmetto, a Systematic Review in Alopecia. Skin Appendage Disord. 2020;6(6):329-337. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/33313047/
  16. Piérard-Franchimont C, et al. Ketoconazole shampoo: effect of long-term use in androgenic alopecia. Dermatology. 1998;196(4):474-477. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/9669136/
  17. Piérard-Franchimont C, et al. Nudging hair shedding by antidandruff shampoos. A comparison of 1% ketoconazole, 1% piroctone olamine and 1% zinc pyrithione formulations. Int J Cosmet Sci. 2002;24(5):249-256. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18498517/
  18. Patel DP, et al. A Review of the Use of Biotin for Hair Loss. Skin Appendage Disord. 2017;3(3):166-169. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28879195/
  19. Otberg N, et al. Follicular penetration of topically applied caffeine via a shampoo formulation. Skin Pharmacol Physiol. 2007;20(4):195-198. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/17396054/
  20. Piérard-Franchimont C, et al. Effect of residence time on the efficacy of antidandruff shampoos. Int J Cosmet Sci. 2003;25(6):267-271. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18494909/
Help Me Heal

ร้านเวชสำอางนำเข้าสำหรับคนผิวแพ้ง่ายและโรคผิวเรื้อรัง บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์และแหล่งข้อมูลของแพทย์ผิวหนังที่ระบุไว้ด้านบน ปรับปรุงล่าสุด 23 กันยายน 2569

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือแทนคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการรุนแรง เรื้อรัง หรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

อ่านต่อ